ย้อนไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว หลายคนอาจเคยได้ยินคำพูดติดตลกของพ่อแม่หรือผู้สูงอายุที่บ้านพูดว่า “แก่แล้วอยากตายที่บ้านตัวเอง” แต่พอวันนี้ที่อายุเราก็มากขึ้นทุกวัน ร่มโพธิ์ร่มไทรที่บ้านของเรากลับอายุน้อยลงทุกที จนทำให้เริ่มฉุกคิดว่าบ้าน สำคัญกับผู้สูงอายุเพียงใด เราอาจค่อยๆ เข้าใจสิ่งที่ผู้สูงอายุพูดมาก่อนหน้านี้โดยไม่ต้องอธิบายอะไร
เพราะถ้าเปรียบแล้วบ้านก็เหมือนรากฐานของครอบครัว เป็นทุกอย่างของความทรงจำสำหรับเขา ถ้าต้องย้ายไปอยู่ที่ไหนสักแห่งที่ไม่ใช่บ้านตัวเอง ผมว่าความสุขครึ่งหนึ่งคงหายไปทันทีเลยครับ วันนี้ผมเลยอยากชวนคุยเรื่องที่กำลังเป็นกระแสอย่าง “Aging in Place” เทรนด์ที่กำลังมาแรงในทั่วโลก เมื่อผู้สูงอายุอยากอยู่บ้านตัวเองไปตลอดชีวิต
ทุกวันนี้หลายคนคงเคยได้ยินคนพูดถึง “สังคมสูงวัย” มากขึ้นเรื่อย ๆ และไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่แทบทุกประเทศทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะนี้อย่างรวดเร็ว ประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปมีจำนวนมากขึ้น ขณะที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลง ครอบครัวจากเดิมที่เคยอยู่รวมหลายรุ่นในบ้านหลังเดียว
ก็เริ่มแยกย้ายกันออกไปทำงานและตั้งหลักปักฐานในเมืองใหญ่ หรือออกไปสร้างครอบครัวเอง ทำให้ช่องว่างของการดูแลผู้สูงวัยกว้างขึ้น นี่แหละครับ…จุดที่ทำให้เราต้องคิดใหม่ว่า เราจะดูแลพ่อแม่หรือผู้สูงอายุในครอบครัวยังไง ให้ทั้งเขามีความสุข และเราก็ไม่รู้สึกหนักจนเกินไป
ซึ่งตรงนี้เองครับที่แนวคิด Aging in Place ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดกันอย่างจริงจังมากขึ้น ไม่ใช่แค่เป็นความต้องการทางใจของผู้สูงอายุเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่งานวิจัยทั่วโลกยืนยันว่า การที่ผู้สูงอายุได้ใช้ชีวิตในบ้านและชุมชนที่คุ้นเคยต่อไป สามารถช่วยให้เขามีสุขภาพจิตดีขึ้น เครียดน้อยลง มีความรู้สึกว่าตัวเองยังมีคุณค่า และที่สำคัญคือ ชีวิตมีความหมายมากกว่าแค่การมีลมหายใจอยู่ครับ
Aging in Place คืออะไร และทำไมถึงสำคัญในยุคสังคมสูงวัย
Aging in place คือ แนวคิดที่จะช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถอยู่ในบ้านหรือชุมชนเดิมได้อย่างอิสระ โดยไม่จำเป็นต้องย้ายออกไปอยู่บ้านพักคนชรา แต่สามารถใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังเดิม ในชุมชนเดิม แต่มีคุณภาพชีวิตที่ดีในบ้านของตัวเองได้ แต่การทำให้ผู้สูงอายุสามารถอยู่บ้านได้จริง ๆ นั้นต้องมีการเตรียมตัวอย่างเป็นระบบมากทั้งเรื่องความปลอดภัยในบ้าน การแพทย์ และการสนับสนุนจากชุมชน
และถ้าถามว่าทำไมเรื่องนี้ถึงถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นร้อนทั่วโลก นั่นก็เพราะว่าบ้านสำหรับผู้สูงอายุเป็นเหมือน “โลกทั้งใบ” และการพรากเขาออกจากบ้าน ก็เหมือนพรากส่วนหนึ่งของตัวตนออกไปด้วย ลองคิดภาพง่าย ๆ นะครับ ผู้สูงอายุหลายคนใช้เวลาทั้งชีวิตสร้างบ้าน ดูแลบ้าน เก็บความทรงจำทุกช่วงวัยไว้ในบ้านหลังนั้น จะให้เขาย้ายออกไปอยู่ในที่ที่ไม่คุ้นเคย ไม่มีรูปครอบครัว ไม่มีคนรู้จัก หรือไม่มีโต๊ะกินข้าวตัวเดิมที่เคยกินข้าวด้วยกันทุกวัน มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ทำให้ในหลายประเทศอย่าง ญี่ปุ่น แคนาดา ที่ทั้งรัฐและชุมชนต่างก็กำลังพลักดันให้มีการปรับโครงสร้างบ้านและสภาพแวดล้อมให้ผู้สูงอยู่ได้นานขึ้น เช่น ปรับห้องน้ำให้ปลอดภัย ลดการลื่นล้ม ติดราวจับตามทางเดิน ใช้เทคโนโลยีติดตามสุขภาพแบบเรียลไทม์ เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุที่ร่างกายเริ่มไม่แข็งแรง ยังสามารถใช้ชีวิตในบ้านได้อย่างปลอดภัยโดยไม่รู้สึกเหมือนถูกควบคุมหรือถูกกีดกันอิสระ
ที่สำคัญคือ Aging in Place ช่วยผู้สูงอายุรู้สึกว่าเขายัง “เป็นเจ้าของชีวิตตัวเองอยู่” มีศักดิ์ศรี มีสิทธิในการตัดสินใจ มีความเป็นตัวเองได้เต็มที่ เพราะท้ายที่สุดแล้วคนเราพออายุมากขึ้น สิ่งที่ต้องการมากที่สุดไม่ใช่เงิน ไม่ใช่ของใช้ราคาแพง แต่คือการได้เลือกชีวิตของตัวเองครับ
ทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับคนที่ไม่พร้อม
แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะมีบ้านที่พร้อมสำหรับ Aging in Place เพื่อการเกษียณอายุ หรือรองรับผู้สูงอายุบั้นปลายชีวิต บางบ้านก็มีบันไดสูง ห้องน้ำแคบ เสี่ยงลื่น พื้นต่างระดับเยอะ มีเฟอร์นิเจอร์ที่เสี่ยงต่อการสะดุดล้ม หรือผู้สูงอายุอาศัยคนเดียวโดยไม่มีใครคอยดูแล บางครอบครัวอาจทำงานประจำไม่มีเวลาดูแลเต็มเวลาหรืออยู่ไกลพ่อแม่
จนไม่สามารถดูแลอย่างใกล้ชิด ผู้สูงอายุเองก็อาจเริ่มมีปัญหาสุขภาพ เดินลำบาก หัวเข่าเสื่อม หายใจไม่สะดวก การทรงตัวไม่ดี หลง ๆ ลืม ๆ ซึ่งเสี่ยงต่ออุบัติเหตุในบ้านสูงมาก ดังนั้นคำถามคือ…แล้วถ้าเป็นแบบนี้ เราจะทำยังไงได้บ้าง?
จริง ๆ แล้วมีหลายทางเลือกที่ดีกว่าการอยู่บ้านแบบเดิมครับ เพราะแม้จะตอบโจทย์ด้านจิตใจแต่ก็อาจไม่ตอบโจทย์ความปลอดภัยและสุขภาพในระยะยาวครับ ดังนั้นอาจลองเริ่มจากการปรับบ้านให้เหมาะกับผู้สูงอายุด้วยการปรับเปลี่ยนเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ติดราวจับในห้องน้ำ ปูพื้นกันลื่น ติดไฟอัตโนมัติ เพื่อช่วยลดความเสี่ยง
หรือสำหรับบ้านที่ไม่เหมาะกับการปรับเปลี่ยนบ้านหรือไม่เอื้ออำนวยก็อาจเลือกเป็น การใช้ผู้ดูแล (Caregiver) มาช่วยดูแลที่บ้าน ซึ่งเป็นตัวเลือกที่ดีครับ แต่ต้องยอมรับว่าการดูแลผู้สูงอายุไม่ใช่แค่เฝ้าอยู่ใกล้ ๆ ต้องเลือกคนที่มีความรู้เฉพาะทางสำหรับการดูแลจริง ๆ ซึ่งไม่ใช่ผู้ดูแลทุกคนจะมีทักษะนี้ครบ เพราะจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายตัวอย่างถูกท่า ต้องประเมินอาการฉุกเฉินได้ หรือดูแลเบื้องต้นได้
ดังนั้นทางเลือกที่ดีกว่าคือ ศูนย์ดูแลหรือบ้านพักสำหรับผู้สูงอายุที่ออกแบบเพื่อการใช้ชีวิตจริง ซึ่งต้องยอมรับว่าปัจจุบันมีหลายที่ทำออกมาได้ค่อนข้างดีไม่น้อยเลยครับ มาตรฐานระดับเดียวกับโรงพยาบาลเอกชนเลยก็ว่าได้ จนทำให้ลืมภาพจำยุคเก่าไปได้เลย เพราะเนอร์สซิ่งโฮมออกแบบให้ผู้สูงอายุได้ ใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ มีการดูแลจากทีมคนทำงานที่เข้าใจผู้สูงอายุ 24 ชั่วโมง
ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ และจิตใจ หมดห่วงทุกด้านด้วยการดูแลสม่ำเสมอ การวัดสัญญาณสุขภาพ การกระตุ้นสมอง กิจกรรมสร้างสังคม และสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ไม่ต้องทนเหงาอยู่บ้านคนเดียว ได้พูดคุย พบปะผู้สูงอายุคนอื่น แถมยังอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย ออกแบบมาสำหรับการใช้ชีวิตจริงในวัยนี้โดยเฉพาะ เป็นอีกทางเลือกที่อบอุ่นที่อยากแนะนำครับ เพราะมันไม่ใช่การพาผู้สูงอายุออกจากบ้าน แต่เป็นการพาเขาไปอยู่ในที่ที่ทำให้เขามีความสุขและปลอดภัยกว่าครับ